• White Facebook Icon
  • White Instagram Icon
  • White YouTube Icon

© 2018 by MAZIRU  記事画像の無断転載禁止  ห้ามทำซ้ำภาพบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต

NUT.DAO Interview สไตล์ที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาผ่านการทำงาน 【Artists and Creators Today in Thailand 001】

February 15, 2019

ในตอนนี้ศิลปินไทยกำลังเป็นที่สนใจจากทั่วโลก มีศิลปินหลายคนที่มีผลงานในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ บทความนี้เราจึงอยากพาคุณไปรู้จักกับศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีผลงานที่น่าสนใจและเราอยากรู้เขามีวิธีคิดอย่างไร!


ณัฐพงศ์ ดาววิจิตร หรือ นัดดาว นักวาดภาพประกอบ อายุ 27 ปี ที่มีผลงานกับบริษัทใหญ่ๆ ทั้งบริษัทสัญชาติไทยและสัญชาติญี่ปุ่น เมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมาเขาได้จัดนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี เขากำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก เราจึงได้มาพูดคุยเกี่ยวกับการทำงานและนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของเขา 

 

 

 

สไตล์งานที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน วิธีคิดที่ส่งผลมาจากการทำงาน 

 

─── อย่างแรกช่วยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับงานของคุณ 

 

ผมเข้าไปทำงานที่ Practical Design Studio* ตั้งแต่เรียนจบ จริงๆ ตั้งแต่ตอนฝึกงานก็มาฝึกงานที่นี่ พอจบปี 4 ที่ Practical Design Studio ก็ชวนไปทำงาน แล้วก็มีรับงานของตัวเองด้วย 

 

* Practical Design Studio

สตูดิโอออกแบบ ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักออกแบบสื่อสารในกรุงเทพฯ ที่มีประสบการณ์ทั้งในด้านวิชาชีพและในเชิงวิชาการออกแบบ

Illustlation for SONY VAIO

 

 

Illustlation for ASAHIKASEI ‘START BOOK’

 

 

 

 

─── ก่อนหน้านี้มีผลงานที่ทำกับบริษัทญี่ปุ่น Peach, Tokyo Metro, Asahikasei, Toyota เป็นงานส่วนตัวหรือรับในนามบริษัท

 

ได้จาก Vision Track* หมดเลย เป็นเอเจนซี่ที่ญี่ปุ่น รู้จักผ่านทาง Practical Design Studio รับงานในนาม Nut.Dao + Practical ทาง Practical Design Studio เค้ารู้จักกับ Vision Track เนื่องจากเคยทำงานร่วมกัน

 

* Vision Track

เอเจนซี่ที่รวบรวม illustrator คุณภาพจากทั่วโลก มีสำนักงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ลอนดอน และเซียงไฮ้

 

 

─── ทำงานกับลูกค้าคนไทยกับลูกค้าคนญี่ปุ่น มีอะไรต่างกันไหม

 

ก็ต่างกันครับ ของญี่ปุ่นผมต้องคุยผ่านคนกลางช่วยเจอลูกค้าให้ ก็เหมือนมีคนเคลียร์ให้ด่านหนึ่งก่อน ทางญี่ปุ่นจะทำให้ชัดเจนที่สุดก่อนจะส่งต่อมาให้ เพื่อให้รวดเร็ว ทำงานง่าย ส่วนของที่ไทยผมก็เป็นคนคุยตรงก็จะได้คุยเยอะกว่า และผมก็ต้องเป็นคนถามรายละเอียด ต้องเคลียร์บรีฟด้วยตัวเอง การทำงานก็จะเยอะกว่า แต่ก็สามารถคิดและเสนอได้ เหนื่อยกว่าแต่ก็ทำอะไรได้มากกว่านิดนึง

 

Illustlation for PEACH

 

 

─── ทำงานกับลูกค้าคนญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง

 

ถ้าเป็นงานใหญ่ๆ ก็จะซีเรียส อย่างตอนที่ทำโปสเตอร์ของโกเบซึ่งเป็นงานมีรายละเอียดเยอะมาก ในโปสเตอร์หนึ่งใบต้องพูดถึงเมืองโกเบให้ได้ทุกส่วน ก็จะต้องใส่ใจในทุกจุดเลยเพราะมันเป็นภาพที่สะท้อนถึงเมืองของเขา ก็เลยจะถูกแก้ ถูกปรับเยอะ หากไม่ตรงตามที่ต้องการ มันน่าจะอยู่ที่ปริมาณคนที่เราอยากสื่อสารถึงพอมันยิ่งเยอะก็ยิ่งต้องใส่ใจ ยิ่งต้องลงรายละเอียด ให้ต้องตรงที่เขาต้องการ    

 

 

─── ทำงานกับลูกค้าคนไทยเป็นอย่างไรบ้าง

 

รู้สึกว่าทำงานกับลูกค้าไทยค่อนข้างจะคุยกันเยอะ คนไทยชอบเจอหน้ากัน ประชุมบ่อย  เพราะเขาจะเปิดให้เราเป็นคนเสนอไอเดีย ปรับแก้กันระหว่างทางค่อนข้างเยอะ แต่เอาจริงๆ มันก็คละๆ กัน บางทีก็มีงานที่ง่ายๆ ทำเร็วๆ ผ่านก็มีเยอะ

 

Illustlation for CENTRAL EMBASSY

 


───ทำงานอะไรบ้างที่ Practical Design Studio 

 

ส่วนใหญ่จะเป็นงาน Corporate Identity ตั้งแต่ร่วมคิดจนไปถึงดูแลการผลิต บางทีก็เป็นคนติดต่อประสานงาน อย่างเช่น งาน "SHIBUKARU MATSURI goes to BANGKOK" ตอนปี 2015 เป็นนิทรรศการแสดงงานศิลปินหญิงของญี่ปุ่นผมก็ช่วยประสานงาน บริษัทไม่ได้ใหญ่มากมีสมาชิก 5 - 7 คน เวียนกันเข้าๆ ออกๆ เลยได้ประสบการณ์ค่อนข้างเยอะ ก่อนหน้านี้ ผมเดินทางจากที่บ้านไปทองหล่อทุกวันอยู่ประมาณ 3 ปี ก็เลยปรึกษากับที่บริษัทว่าจะขอทำงานที่บ้านไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน แต่ถ้ามีงานไหนที่ดูเหมาะกับผมทาง PRACTICAL ก็จะให้ผมเป็นคนทำ แล้วก็มีรับงานจาก Vision Track อยู่เรื่อยๆ ของสายการบิน Peach ก็เป็นโปรเจกต์ที่ผมทำมาตลอด ยาวมาจนถึงปัจจุบัน เหมือนเป็น corporate illustration ก็จะมีหมวดหมู่ มีตารางรายละเอียด มีออเดอร์มาเรื่อยๆ เป็นงานระยะยาว 

 

บรรยากาศโฮมออฟฟิศ

 


───นอกจากที่ Practical Design Studio แล้วมีที่ไหนที่อยากทำงานด้วยอีกไหม หรือมีงานอะไรที่อยากทำไหม

 

ไม่ได้คิดเลยครับ แต่ถ้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่อยากทำก็มี Muji ชอบใช้ของเค้าครับถ้ามีงานตัวเองไปอยู่ในร้านเค้าก็คงจะรู้สึกดี มันเป็นของเรียบๆ ที่ดูดี และ เป็น Product ที่คิดถึงฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก

 

 

───ตอนทำงานที่ Practical Design Studio งานลักษณะไหนที่ชอบที่สุด

 

ผมก็ยังชอบวาดรูปอยู่ พอทำได้ 3 ปีก็เลยคุยกับเขาว่าผมอยากโฟกัสงานภาพประกอบ งานกราฟิกก็เลยหยุด ก่อนหน้านั้นผมทำคู่กับงานส่วนตัวไปด้วยเนื่องจากที่บริษัทไม่ได้ห้ามและสนับสนุนให้รับงานเอง ก็จะมีงานเข้ามาจากทางผมด้วยตอนนั้น พอทำสองอันคู่กันไป 3 - 4 ปีมันเริ่มเยอะไปหน่อย เลยอยากกลับมาโฟกัสสิ่งที่สนใจจริงๆ ดีกว่า ตอนแรกผมตั้งใจจะทำกราฟิกเพราะอยากรู้ในสายอื่นด้วยว่ามีวิธีการทำงานอย่างไร คิดว่ามันน่าจะส่งผลมาที่งานส่วนตัวด้วย ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนนี้ก็เลยทำแต่งานภาพประกอบเป็นหลัก ไม่ได้รับงานกราฟิกแล้ว 

 

วาดรูปแบบสบายๆ ระหว่างที่ให้เราเก็บภาพ 

 

 

───ตอนนี้ก็มีงานที่ทำให้กับ Peach และงานอื่นๆ เวลาที่ต้องทำงานให้กับลูกค้าหลายรายพร้อมๆ กัน ถ้าต้องวาดหลายคาแรคเตอร์ มีสับสนบ้างไหม

 

ถ้าคุยกันตั้งแต่แรกโดยละเอียดว่าที่ลูกค้าเข้ามาหาผมอยากได้งานสไตล์ไหน ก็จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะมีปัญหาก็ต่อเมื่อเวลาที่งานเยอะๆ แล้วบางครั้งบรีฟไม่เคลียร์ ไม่ได้ถามละเอียด ถ้าไม่ได้ส่งตัวอย่างงานให้ดูว่าเค้าอยากได้งานแบบไหนก็จะหลุดบ้าง บางครั้งภาพที่ลูกค้าคิดกับที่ผมคิดมันไม่ตรงกัน  เพราะผมทำหลายแบบ ก็คิดอยู่เหมือนกันหรือต้องทำแบบเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่าดีรึเปล่าแต่ก็ทำไปก่อน ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวค่อยๆ เลือก

 

 

สิ่งที่ดูปกติธรรมดาจะแตกต่างหากเปลี่ยนมุมมอง งานของเขาได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่คุ้นเคย

 

Illustration for ’Inseparable’ book

 

 Illustration for ‘Good Love Luck Smile’ poster

 

 

───เริ่มสนใจเรื่องวาดรูปมาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

จริงๆ เริ่มวาดมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ว่าจะวาดจากการเลียนแบบ มีหนังสือการ์ตูนอะไรก็จะเอามาวาดให้เหมือน อย่างการ์ตูนที่อ่านก็มี วันพีช นารูโตะ ส่วนใหญ่ก็การ์ตูนญี่ปุ่นหมดเลยครับ พอโตขึ้นมาต้องเลือกว่าจะเรียนอะไรก็คิดว่าน่าจะทำอันนี้ได้ดีกว่าการคำนวณ หรือ วิทยาศาสตร์ เคยลองไปติวสถาปัตย์มาด้วยครับ แต่พอต้องใช้เลข ฟิสิกส์ ก็รู้สึกว่ายากไป สรุปก็เลยมาจบออกแบบนิเทศศิลป์

 

 

───มี Illustrator ที่ชื่นชอบไหมและทำไมถึงชอบ

 

มีครับ ชื่อว่า Geoff McFetridge* ชอบที่เขาหยิบจับของธรรมดา อย่างบางทีเค้าเอารองเท้าที่พื้นมาทำให้ดูพิเศษขึ้นมาได้ แล้วเค้าก็ชอบ Simplified คน หรือเล่นกับการตัดทอนซึ่งผมชอบวิธีการนั้นอยู่แล้ว

 

*Geoff McFetridge http://www.championdontstop.com/

 

 

───มีคนที่รู้สึกเคารพนับถือไหม

 

ก็ใกล้ตัวนี่แหละครับ พี่ๆ ที่ทำงานที่ Practical Design Studio ได้เห็นผลงานและก็ทำงานด้วยกัน เคารพในความคิดของแต่ละคน แต่ละคนก็มีแนวทางของตัวเองที่ค่อนข้างชัดเจนและหนักแน่นกับแนวคิดของตัวเอง คิดว่าน่าจะเป็นคนใกล้ๆ ตัวนี่แหละที่ส่งผลกับผมมากที่สุด ทั้งเรื่องผลงาน เรื่องวิธีการทำงาน แม้กระทั่งวิธีพรีเซ็นต์ วิธีขายงาน ได้เห็นทุกกระบวนการ การเข้าไปทำที่กราฟิกดีไซน์สตูดิโอ มันอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผมถนัดทั้งหมดเพราะตัวผมเองถนัดทำ illustration ซึ่งที่นี่งานส่วนใหญ่จะเป็น branding และ corporate identity วิธีการทำงานก็จะซับซ้อนกว่า อย่างการจะนำโลโก้ไปใช้ในพื้นที่ขนาดเท่านี้ โลโก้จะต้องไซส์เท่าไหร่ แล้วถ้านำไปใช้ที่อื่นจะต้องขยายแค่ไหน เป็นการวางระบบให้พร้อมเพื่อส่งงานให้ลูกค้า พอผมเข้าไปอยู่ก็ได้เรียนรู้เรื่องระบบ วิธีการทำงาน วิธีการคิดคอนเซ็ปต์ แล้วงานพวกกราฟิกจะไม่ใช่แค่การวาดรูปคนไปแปะ แต่มันจะต้องถูกทำให้มันใช้งานได้ง่าย ก็เลยกลายมาเป็นวิธีการทำงานของผมด้วย เวลาคิดรูปอะไรสักรูป ก็เคยชินที่จะพยายาม Simplified และเก็บส่วนสำคัญเอาไว้ให้สามารถสื่อสารได้ ถ้าเห็นงานช่วงหลังกับช่วงแรกของผม ก็จะค่อยๆ simple มากขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่เป็นคนที่วาดลายเส้น ส่วนตอนนี้บางครั้งหน้าตาอาจจะหายไป บางทีก็เป็นแค่เชฟเฉยๆ

 

นัทพูดคุยกับเราด้วยรอยยิ้มตั้งแต่ต้นจนจบ

 


───การที่เป็นคนไทย อยู่ประเทศไทย มีอิทธิพลกับงานไหม

 

ผมคิดว่ามีเยอะ ผมชอบอะไรบางอย่างที่มันดูปกติในสายตาคนไทยคนทั่วไป บางทีจับตรงนั้นมาถ่ายทอดในอีกรูปแบบหนึ่งมันก็จะรู้สึกพิเศษขึ้น เช่น งานเซ็ตทองหล่อที่เอาคนต่อคิวมอเตอร์ไซต์มา Simplified มันใหม่ก็ดูพิเศษขึ้นมา หรือเซ็ตคนยืนฉี่ อันนี้ก็ได้แรงบันดาลใจจากทองหล่อ เวลาที่เดินออกจากปากซอยก็จะได้กลิ่น หรือรถไฟฟ้า BTS ช่วงคนเยอะๆ สิ่งที่อยู่รอบตัวมันก็ซึมๆ เข้ามา สถานที่ที่วาดในงานหรือความเยอะรายละเอียดต่างๆ ก็ส่งผลจากสิ่งที่ซึมซับมา

 

ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งใกล้ตัว อย่างคนรอมอเตอร์ไซต์ และผู้โดยสารหนาแน่นบนรถไฟฟ้า

 

 

───เราเห็นผลงานของคุณใช้รูปคนค่อนข้างเยอะมีเหตุผลอะไรไหม

 

จริงๆ ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ชอบวาดคน เมื่อก่อนตอนที่ไปติวก็จะถูกให้ฝึกวาดคน สังเกตคน สังเกตท่าทาง เพราะว่าทุกครั้งที่วาดเพื่อใช้ในสื่อ ก็ต้องคิดว่าจะวาดอะไร อย่างไร ก็เลยต้องเก็บท่าทางคน สเก็ตเก็บไว้เยอะแยะเลย ก็เลยน่าจะซึมๆ เข้ามา เมื่อก่อนเป็นคนชอบวาดพวกคาแรกเตอร์คน หน้าตาคนแปลกๆ แต่หลังๆ มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการตัดทอนแบบแต่ก็ยังเป็นคนอยู่

 


───นอกจากคนแล้ว ชอบวาดอย่างอื่นไหม

 

จริงๆ มันจะเป็นไปตามโจทย์มากกว่าถ้าเป็นอย่างอื่น แต่ถ้าเป็นงานส่วนตัวส่วนใหญ่ก็จะมีคนเป็นหลัก

 


───เคยคิดไอเดียไม่ออกไหม ทำอย่างไร

 

ส่วนใหญ่ก็จะคิดได้ แต่มันอาจจะยังไม่ชอบบางทีก็คิดไว้ในหัวตลอดเวลาเหมือนใส่ข้อมูลเข้าไปก่อน มันก็จะวนอยู่ในหัวแล้วก็จะออกมาเองว่าทำอันนี้ดีกว่า บางทีก็ไปเห็นอะไรบางอย่างแล้วมันลิงค์กันได้ก็ทำอย่างนี้ดีกว่า ส่วนใหญ่งานที่คิดไม่ออกจะเป็นงานที่ไม่ถนัดหรืออะไรที่ไม่ค่อยได้คิดในเรื่องนั้น อย่างโปรเจคต์ล่าสุดทำ sculpture ที่เป็น 3D ต้องคิดภาพให้เป็น 3 มิติ ต้องมีฟังก์ชั่นใช้งานได้ด้วย ก็จะค่อนข้างยากต้องศึกษาว่าคนอื่นเค้าทำกันอย่างไรบ้าง   

 

 

Dilemma ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความย้อนแย้ง สับสน เกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับใคร 

 

งานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก เมื่อปลายปี 2018 

 

 

───นิทรรศการเดี่ยว Dilemma เมื่อปลายปี 2018 ที่ผ่านมา มีคอนเซ็ปต์และมีที่มาอย่างไร

 

พอทำงานมา 3-4 ปี มันเริ่มต้องกลับมาคิดทบทวนกับตัวเองว่าสรุปตอนนี้เราอยู่ตรงจุดไหน แล้วจะเดินไปทางไหน จะทำอะไรต่อ อนาคตจะทำงานเป็นแบบไหนอย่างไรดี ช่วงนั้นก็แพนิคและสับสนว่าควรทำอะไร และด้วยความที่อยากทำ solo exhibition ตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่พร้อมเพราะมีงานประจำและงานอื่นอยู่ พอมาตอนนี้ที่ถอยออกมาทำงานที่บ้านสามารถจัดการเวลาได้มากขึ้นเลยตัดสินใจทำ solo exhibition ซึ่งเป็นงานที่ขึ้นอยู่กับผมเป็นหลัก ส่วนใหญ่ต้องตัดสินใจทำอย่างเอง ว่าอยากพูดอะไร อยากทำอะไรในงาน พอต้องตัดสินใจเองโดยไม่มีอะไรยึดช่วงนั้นเลยมีความสับสนในตัวเองในสิ่งที่ทำอยู่ว่ามันดีหรือเปล่า จะวาดแบบไหนสไตล์ไหนดี คนจะชอบไหม แต่สุดท้ายผมเลยพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกนั้นแล้วแปลงมันออกมาเป็นงาน ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่ามันจะออกมาเป็นนิทรรศการชื่อว่า Dilemma แต่ว่าพอทำไปเรื่อยๆ แล้วเอางานมาดู มารวบคอนเซ็ปต์ ก็คิดว่าน่าจะเป็นคำที่เหมาะกับความรู้สึกในช่วงเวลานั้น

 

ภาพของนัท ณ งานนิทรรศการเดี่ยวของเขา
 

 

───งานที่สร้างออกมาก็เลยออกมาจากความรู้สึกภายใน

 

เป็นความสับสนและการต่อสู้กับตัวเอง ในงานก็เลยจะเป็นคนที่ต่อสู้กับบางสิ่ง เช่น คนผลักกัน หรือ คนพยายามอุ้มก้อนอะไรอยู่ ซึ่งสิ่งนั้นมันเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนกับเวลาที่ผมทำงาน ก้อนที่ผมสนใจก็จะเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยๆ เหมือนกัน พอไปจับตรงนั้นเยอะบางทีเราก็สับสน เพราะที่จริงแล้วก้อนนั้นมันไม่มี แต่มันเป็นสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาเองเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่า พอช่วงเวลาหนึ่งเราเริ่มสงสัยว่าก้อนนี้มันคืออะไร พอนั่งมองมันก็คิดว่าแล้วนี่เราทำอะไรอยู่ เลยพยายามทำความเข้าใจ แต่สุดท้ายพอทำเสร็จ ก็คิดว่าที่จริงคงยังไม่ต้องสรุปอะไรหรอก เพราะว่าทุกอย่างมันไม่ได้มีอะไรอยู่แล้วแต่ที่เราทำเพื่อให้ตัวเองมีคุณค่าขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานหรืออะไรก็ตามก็ทำเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้ มีประโยชน์ มีส่วนร่วม เมื่อเราทำให้ลุล่วงแล้วก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น บางเรื่องก็ไม่ได้มีเหตุผลและก็ไม่จำเป็นต้องไปหาเหตุผล ค่อยๆ ทำไปคิดไปไม่ต้องไปพยายามหาข้อสรุป แค่ทำให้ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ ก็พอแล้ว

 

ผมเคยมีช่วงเวลาที่ไม่ได้ทำอะไรเลย พออยู่เฉยๆ ก็จะรู้สึกไม่ชอบ รู้สึกตัวเองไร้ค่า แต่พอช่วงไหนงานเยอะก็มีที่รู้สึกเหนื่อย มันไม่มีความพอดี ขึ้นๆ ลงๆ เวลาที่เราพักนานเกินไปก็จะรู้สึกไม่ดีหรือถ้าเราทำเยอะเกินไปก็เหนื่อยและไม่มีเวลาทำอย่างอื่น เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็พยายามดึงตัวเองไม่ให้ขึ้นลงเยอะ พักบ้าง ทำงานบ้าง ให้พอดีๆ ช่วงที่ทำงานโซโล่ก็เครียดเหมือนกันเพราะเป็นครั้งแรก ผมไม่เคยทำงานทาง fine art ด้วย และเป็นอันแรกที่ทำงานเพื่อตอบโจทย์ตัวเอง เพื่อพูดเรื่องตัวเอง ซึ่งผมไม่ใช่เป็นคนที่มั่นใจขนาดนั้นที่จะนำเสนอความคิดตัวเองแล้วให้คนอื่นมาดู ก็เลยรู้สึกแพนิค สับสน มันยากมากเหมือนกัน แต่พอทำจบแล้วก็โล่ง ทุกอย่างก็ดี

 

ผมรู้สึกว่า Dilemma มันเป็นเรื่องปกติ ทุกคนก็มีความสับสน มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วเดี๋ยวมันก็หายไป มันอาจจะดีก็ได้ที่มันเกิดขึ้นมาให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าจะเอายังไงกับชีวิตดี แล้วเราจะไปทางไหนต่อ  

 

 

ผลงานบางส่วนจากงานนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรก ที่อยู่ในห้องทำงานที่บ้าน 

 

 

───ตอนนี้มีความรู้สึกยากลำบากเหมือนชื่อนิทรรศการ Dilemma ไหม

 

ทำเสร็จแล้วก็โล่งครับ แค่เคลียร์งานให้เสร็จก็สบายใจแล้ว ตอนนี้งานเยอะไม่มีเวลาสับสนแล้ว

 

 

───อนาคตอยากจะทำผลงานแบบไหน

 

ตอนนี้อยากทำอะไรที่มันจับต้องได้เป็น 3D ขึ้นมา แบบเป็น sculpture อะไรสักอย่าง เริ่มอยากให้งานออกมาเป็นตัวๆ จับต้องได้ ให้มันมีมวล ยังลังเลอยู่ว่าควรจะทำสตูดิโอ หาทีมมาทำงาน หาผู้ช่วย เพราะถึงจุดหนึ่งถ้างานมันเยอะมาก สมมติผมรับได้ 3 โปรเจคต์ ก็ไม่สามารถทำงานอื่นได้ชีวิตเต็มแล้ว ก็เลยคิดว่าถ้ามีคนมาช่วยจัดการก็อาจจะมีพื้นที่คิดทำโปรเจคต์อื่นได้มากขึ้น 

 

 

 

 


เก็บตกช่วงถ่ายภาพ 

 

───ชอบไปญี่ปุ่นไหม ชอบไปที่ไหนบ้าง

 

ชอบครับ ไปบ่อยๆ 7-8 ครั้งแล้ว ที่อยากกลับไปอีกคือ นาโอชิมะ เคยไปกับที่บ้านแล้วมีเวลาแค่วันเดียว มันมีหลายเกาะใช่ไหมครับ ยังไม่ได้ไปดูให้ครบเลยอยากไปอีกรอบ อากาศที่นู่นค่อนข้างเย็นดี อยากไปแบบไม่ต้องทำงานไปเที่ยวเฉยๆ เที่ยวธรรมชาติก็ชอบเหมือนกัน เคยไปสุสาน เดินป่าก็ชอบ 

 

 

─── ทำไมไปเที่ยวที่สุสาน 

 

จริงๆ ก็ไม่ได้เจาะจงไปแต่ว่าพี่ที่ไปด้วยกันอยากไป ต้นไม้มันจะเยอะๆ มีแท่งหิน ไม่ใช่สุสานแบบที่น่ากลัว และไม่เหมือนเวลาเราไปเชงเม้งคนละแบบเลย เชงเม้งจะร้อนๆ อันนี้เป็นป่าร่มๆ เย็นดี จริงๆ ผมชอบหลายที่ แถวฟูจิก็ชอบ คาวากูจิโกะ เป็นทะเลสาบก็ดีเหมือนกัน ล่าสุดไปฮิโรชิม่า โกเบ แล้วก็มา นาโอชิมะ 

 

 

───มีอะไรที่เกี่ยวกับญี่ปุ่นที่รู้สึกว่าน่าสนใจ 


ชอบงานสถาปัตยกรรมของญี่ปุ่น ตึกเก่าๆ พวกบ้านไม้ ที่มีวิธีการต่อ joint อะไรแบบนี้ ญี่ปุ่นเค้าจะมีหนังสือที่พูดถึงว่าตรงนี้มีความหมายอย่างไร หรือลานหน้าบ้านมีความหมายอย่างไร มีแผ่นหินสำหรับเดินกี่ก้าว ค่อนข้างลงรายละเอียดมากๆ

 

 

───ชอบกินอาหารญี่ปุ่นไหม

 

ชอบกินราเมน แล้วก็สุกี้ยากี้ คนรู้จักเคยพาไปกินที่โอซาก้าเป็นร้านเก่าๆ ตึกสวยๆ อยู่ตรงนัมบะ อร่อยมาก

 

 

───ชอบฟังเพลงไหม

 

ชอบครับ ชอบ Beach Fossils แต่ว่าตอนนี้ไปเจอวงชื่อ Parcels ซื้อซีดีมาฟังแล้วชอบมาก แล้วก็มี Toro y Moi ก่อนหน้านี้ก็มีชอบ Toe  

 


───คำถามสุดท้าย อาหารไทยชอบกินอะไร

 

สุกี้แห้งทะเล แต่จริงๆ ชอบที่สุดเลยคือข้าวซอยเนื้อ แต่สุกี้นี่กินบ่อยอยู่ใกล้บ้าน

 

 

 

 

Photo: Yoko Sakamoto
 

Please reload

Related Articles
Please reload